TECchart7tracks

คณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย (กปท.) คือ การรวมตัวของกลุ่มคริสตจักรในประเทศไทย ได้แก่ สภาคริสตจักรในประเทศไทย , สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย , สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย และคริสตจักรอิสระ  เพื่อ จะทำงานในระดับประเทศร่วมกัน เป็นพลังขับเคลื่อนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน    หลัง จากที่แสวงหานิมิต และเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับ การประกาศพระกิตติคุณในระดับประเทศที่ครอบคลุมทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ผ่านการอธิษฐานและการประชุม ปรึกษาร่วมกัน ทั้งในท่ามกลางคณะกรรมการผู้นำ คริสตจักร องค์กร มิชชั่น และสถาบันต่างๆเป็นเวลายาวนาน มีการจัดประชุมกันอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มาของงาน “คองเกรส”

จากอดีตที่ผ่านมา เรายังไม่เคยเห็นการร่วมจับมือเป็นใจเดียวกันท่ามกลางคริสเตียนไทย ในระดับใหญ่จากทั้ง สภาคริสตจักรในประเทศไทย สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย และสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ดัง เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ กลุ่มผู้นำเหล่านี้ปรารถนาอยากจะเห็นคนไทยทุกคนได้ยินถึงพระกิตติคุณ และมีการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นในทั่วทุกอำเภอ คณะกรรมการประสานงานคริสตจักรโปรแตสแตนท์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดตั้ง “คณะกรรมการเพื่อการประกาศและเพิ่มพูนคริสตจักร” (กปพ.) เพื่อ ทำการวางยุทธศาสตร์ ปี 2010 จะทำให้พระกิตติคุณเข้าไปถึงพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด และก่อตั้งคริสตจักรขึ้นใหม่ใน 927 อำเภอ โดยเรียกแผนการนี้ว่าแผนชาตินิมิต 2010

เมื่อผ่านพ้นนิมิต 2010 ได้วางแผนนิมิต 2020  โดยในระยะอันใกล้ 5 ปี คือปี 2015 ได้เกิดเป็น “นิมิต 2015” With Him We Can เพื่อนำคนไทยนับล้านคน มาถึงความรอดภายในปี 2015   โดยทำการเปิดตัวอันยิ่งใหญ่ที่ งาน “คองเกรส 7.5 ” วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2011 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมีผู้รับใช้พระเจ้าและพี่น้องคริสเตียนจากทั่วประเทศ เข้ามาร่วมงานกว่า 5,000 คน

tec

cctเริ่ม ต้นมาจากมิชชันนารีคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้เข้ามาทำงานครั้งแรกในปี ค.ศ. 1840 ซึ่งได้รับการชักชวนจากศาสนาจารย์จาคอบ ทอมลิน และนายแพทย์คาร์ล กุตสลาฟสังกัดสมาคมมิชชันนารีแห่งลอนดอน ต่อมาในปีค.ศ.1849 จึงได้ก่อตั้งคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่หนึ่งกรุงเทพฯ โดย นายแพทย์ซามูเอล เฮาส์ ศาสนาจารย์สตีเฟน และนางแมรี่ แมตตูน และได้เริ่มเผยแพร่ออกไปยังภูมิภาค

ภายหลังได้ตั้งศูนย์มิชชั่นของมิช ชันนารี่คณะ เพรสไบทีเรียนอเมริกันสองแห่งคือ “มิชชั่นสยาม” ที่กรุงเทพฯ และดูแลคริสตจักรในหลาย ๆ จังหวัดทางภาคกลาง และภาคใต้ เช่น เพชรบุรี อยุธยา ราชบุรี กับ “มิชชั่นลาว” ที่เชียงใหม่ ซึ่งดูแลคริสตจักรในภาคเหนือ

จาก การร่วม มือในพันธกิจระหว่างมิชชันสยามกับมิชชันลาวในปี ค.ศ.1913 จึงเกิดคณะกรรมการร่วมของศูนย์มิชชั่นขึ้นเรียกว่า “คณะกรรมการร่วมแห่งศูนย์มิชชั่นสยามใต้และสยามเหนือ” ต่อ มาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คณะกรรมการร่วมแห่งสยาม” มีการรวมศูนย์มิชชั่นอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1920 เรียกว่า “คณะมิชชั่นสยาม” ในที่สุดได้จัดตั้ง “สยามคริสตสภา” ขึ้นในวันที่ 6 มกราคม 1930 โดยมีกรรมการอำนายการมาจากมิชชั่นเพรสไบทีเรียนอเมริกันในประเทศไทย คณะเชิร์ชออฟไคร์ซ (ของอังกฤษ) คณะเอส พี จี สมาคมพระคริสต ธรรมอเมริกันและผู้แทนเพรสไบทีเรียน (คริสเตียนไทย) รวม 18 คน

ใน ปีค.ศ 1932 ได้มีการรวมเพรสไบเทอรี่สยามและลาวเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองคริสตจักรไทยที่ เป็นอิสระ มีการประชุมเพื่อก่อตั้งสภาคริสตจักรฯ ครั้งแรกในปี ค.ศ 1934 และใช้ชื่อในครั้งแรกว่า “สภาคริสตจักรใน ประเทศสยาม” โดยมีคริสตจักรของคณะเพรสไบทีเรียนอเมริกันและ คริสตจักรจีนของคณะแบ๊บติสต์ ร่วมในการก่อตั้ง และได้เปลี่ยนชื่อจากสภาคริสตจักรในสยามเป็น “สภาคริสตจักรในประเทศไทย” ตามการเปลื่ยนชื่อประเทศของ รัฐบาล ปัจจุบันสภาคริสตจักรในประเทศไทยแบ่งเขตการปกครองเป็น 19 ภาค มีสมาชิกประมาณ 130,000 คน มีคริสตจักร หมวดคริสเตียน และศาลาธรรมประมาณ 900แห่ง กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย (ข้อมูลจากปฏิทินสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2003)

saใน วัน ที่ 30 กรกฎาคม 1956 ได้มีการประชุมพบปะผู้นำและมิชชันนารีเป็นทางการคร้อยภายใต้กรอบของ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ในปี 1972-1996 ศจ.ดร.จรัญ รัตนบุตร ดำรงตำแหน่งประธานสหกิจแห่งประเทศไทย ท่านได้ช่วยสร้างความก้าวหน้าและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางองค์การ คริสเตียนและคริสตจักรของพระเจ้า ท่านอดทนและเสียสละตลอดช่วงเวลา 24 ปีที่ผ่านมา วันที่ 1 เมษายน 1996 หลังการประชุมใหญ่ประจำปี ศจ. ศิลเวช กาญจนมุกดา ได้เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ท่านและทีมบริหารได้ร่วมกันทำงานอย่างตั้งใจที่จะให้ความช่วยเหลือ เปิดทาง และสนับสนุนให้งานของพระเจ้าและผู้รับใช้ของพระองค์ให้ทำงานในประเทศไทยได้ อย่างดีที่สุด จากจุดเริ่มต้น สหกิจมีสมาชิก 16 คริสตจักร และ 8 องค์การ ปัจจุบันสหกิจมีสมาชิกรวม 1,400แห่ง มีองค์การมิชชันนารี องค์การภายในประเทศ 116 แห่ง รวมสมาชิกทั้งหมดกว่า 60,000 คน  สหกิจ ไม่เคยหยุดที่ จะก้าวไป เราเป็นตัวแทนของท่านในการประสานงานกับรัฐบาล เพื่อเตรียมทางให้ท่านรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าในพันธกิจของพระองค์

สหกิจยุคใหม่
– ประสานพลัง ร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ           – สร้างและพัฒนาผู้นำในทุกระดับ
– ผลิตสื่อเพื่อใช้ในการประกาศข่าวประเสริฐ                   – เตรียมความพร้อมในการรับพระพรของพระเจ้าในอนาคต

พันธกิจ หลักและเป้าหมายสูงสุดของสหกิจคริสเตียน

ตั้งแต่ อดีต…ปัจจุบัน และอนาคต คือ “ประกาศพระกิตติคุณให้คนรักพระเจ้า และรักซึ่งกันและกัน” ความมุ่งหมายเหล่านี้เป็นความมุ่งหมายที่แท้จริงและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะร่วมมือร่วมใจ สร้างผู้นำสำหรับยุคใหม่ เพื่อให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อคนไทยทุกคนจะได้รู้ เข้าใจ และส้มผัสถึงความรักของพระเยซูคริสต์ผ่านทางชีวตของเรา ครอบครัว สหกิจคือพวกคุณทุกคน พระเจ้าทรงตั้งสหกิจไว้เพื่อรับใช้ผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นผู้ที่จะอำนวยความสะดวก และผลักดันให้ท่านรับใช้พระเจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ความจำเป็นของสถานที่สำนักงานแห่งใหม่จึงเกิดขึ้น เพราะเมื่องานขยายขึ้น ความรับผิดชอบของสหกิจมีมากขึ้น การติดต่อประสานงานก็กว้างขึ้น ไม่เพียงแต่คริสตจักร หน่วยงาน องค์การเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและบุคคลภายนอกด้วย สหกิจจึงพิจารณาแล้วและโดยความเชื่อ เราจึงซื้อที่ดินพร้อมอาคารหลังใหม่ เพื่อเราจะใช้ที่แห่งใหม่นี้รับใช้พระเจ้า และรับใช้ท่านต่อไป คน ไทย….ต้องการรู้จักพระเจ้า คริสตจักรไทย….ต้องการซึ่งกันและกัน สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย….ต้องการให้พระมหาบัญชาของพระเยซูสำเร็จใน ยุคนี้ และให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่

btเริ่ม ต้นจากมิชชันนารี 13 คน ซึ่งเคยทำงานที่ประเทศจีน ขององค์การฟอเรนมิชชั่น บอร์ด เอส.บี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาทำงานเผยแพร่ในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949) หลังจากนั้นได้สร้างคริสตจักรเพื่อเป็นสถานที่ประกาศ ใกล้กับถนนเสือป่า โดยใช้ชื่อ คริสตจักรแบ๊บติสต์กรุงเทพ ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นคริสตจักรพระคุณคณะแบ๊บติสต์ในเวลาต่อมา และมีสถานที่นมัสการที่ถนนดินสอ สร้างอาคารใหม่ที่ถนนสุขุมวิท ซอยวัฒนา และได้ขยายงานออกไปอีก 11 จังหวัดสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทยแบ่งการ บริหารงาน ออกเป็น 2 หน่วยงานใหญ่ คือ หน่วยๆงานส่วนกลาง และหน่วยงานส่วนภูมิภาค

  1. โรงพยาบาลคริสเตียนบางคล้า
  2. คลีนิคโรคเรื้อนชลบุรี
  3. ค่ายอบรมคริสเตียน ชลบุรี
  4. หน่วยงานสังคมสงเคราะห์
  5. สื่อมวลชน
  6. คริสเตียนศึกษา
  7. โรงเรียนพระคริสตธรรม
  8. ศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์
  9. ร้านหนังสือแบ๊บติสต์บุ๊คสโตร์
  10. งานสังคมสงเคราะห์

tecc

คณะกรรมการเพื่อการประกาศและเพิ่มพูนคริสตจักร (กปพ.)  มีการแบ่งการทำงานเป็น 6 ฝ่ายการทำงานด้วยกัน คือ  ฝ่ายประกาศและตั้งคริสตจักร  ฝ่ายพัฒนาผู้นำ  ฝ่ายอธิษฐาน  ฝ่ายสังคมสงเคราะห์  ฝ่ายสื่อ และที่ตั้งมาใหม่ล่าสุดคือ ฝ่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่ง แต่ละฝ่ายกำลังทำงานร่วมกับผู้นำระดับภาค และระดับท้องถิ่น เพื่อจะตั้งเครือข่าย และกลุ่มทำงาน และประสานงานกับแผนที่มีอยู่ เพื่อจะมีเป้าหมายเดียวกันที่จะเห็น คริสตจักรเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าในปี 2005 ทุกคนมุ่งการทำพันธกิจไปที่ภาคใต้อย่างมากมาย แต่ตอนนี้บทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากการ ที่เราได้ร่วมมือกันทำงานที่ภาคใต้นั้น เรากำลังนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับพระพรเช่นเดียวกัน มีการจัดทีมสำรวจที่ตั้งคริสตจักร เพื่อเตรียมทรัพยากรและการอบรมที่จะเป็นประโยชน์แก่การตั้งคริสตจักรใหม่ ขึ้นในอำเภอและตำบลที่ยังไม่มีคริสตจักรเกิดขึ้นมาก่อน กระตุ้นและท้าทายคริสตจักร ให้ออกไปสำแดงความรักและนำดวงจิตวิญญาณเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ดังนั้น เราจำเป็นจะต้องรวมพลังและรวมใจของเรา เพราะเป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ ดำเนินงานโดยคณะกรรมการประกาศและเพิ่มพูนคริสตจักร

เนื่องด้วยการ ประกาศพระกิตติคุณ เพื่อให้บรรลุตามพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นงานที่ใหญ่เกินไป ยากเกินไป และมากเกินกว่าคริสเตียนคนใดคนหนึ่ง คริสตจักรใดคริสตจักรหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถกระทำได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องรวม พลังกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตามแผนการและวัตถุประสงค์ของพระเจ้าดัง ที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงอธิษฐานไว้ในพระธรรมยอห์น บทที่ 17 ซึ่งหากว่า คริสเตียน คริสตจักร องค์กร มิชชั่น และคณะต่างๆ ได้ “ร่วมมือกันอย่างเต็มที่” แล้ว การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นย่อมสำเร็จลงได้อย่าง ง่ายดาย!

 

การตั้งคริสตจักรเป็นน้ำพระทัยและเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่พระเยซู คริสต์ได้เสด็จเข้าในโลกนี้เพื่อทำพระราชกิจแห่งการไถ่มนุษย์ให้รอดพ้นจาก ความบาป โดยการประกาศพระกิตติคุณ และสร้างสาวก เพื่อสถาปนาชุมชนผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์หรือ“คริสตจักร” ให้มีความเข้มแข็ง และมีชัยชนะ ดังที่พระธรรมมัทธิว 16:18 ได้กล่าวไว้ ว่า “…เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” และพระองค์ได้ทรงมอบพระมหาบัญชาให้เหล่าสาวกซึ่งรวมถึงเราทั้งหลายในยุค ปัจจุบันนี้ว่า

“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:19-20) และบรรดาอัครสาวก พี่น้องคริสเตียนในสมัยแรกมีใจเชื่อฟังต่อพระมหาบัญชาและได้ทุ่มเทรับใช้ ได้ออกไปทำงานพันธกิจเพื่อตั้งคริสตจักรในดินแดนต่างๆ ซึ่งอัครทูตเปาโลได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศ โดยที่คริสตจักรได้สนับสนุนผู้รับใช้ของพระองค์ให้ออกไปตั้งคริสตจักร (กจ.13:2-3) หากคริสตจักรทั้งหลายและ พี่น้องคริสเตียนในประเทศไทยปรารถนาจะทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จใน ประเทศไทย เราควรตอบสนองด้วยใจที่เชื่อฟัง และทุ่มเทเช่นเดียวกันโดยการออกไปประกาศ สร้างสาวก และตั้งคริสตจักร

พันธ กิจในการสร้างผู้นำเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมคริสเตียนให้พร้อม สำหรับการเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงดังนั้นเป้าหมายของพันธกิจนี้จึงเป็นการพัฌนา และท้าทายคริสเตียนอย่างต่อเนื่อง ให้พึ่งพาและไว้วางใจในพระเจ้าและนำของประทานมาใช้อย่างเต็มที่ เปลี่ยนสมาชิกให้เป็น
พันธกิจในการสร้างผู้นำ จึงมีการท้าทายคริสตจักร ทำการอบรมและสร้างคนอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายๆคริสตจักรที่ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการนำความรู้ที่มี สิ่งที่ใช้ในคริสตจักรต่างๆและเกิดผล นำมาสรุปและแบ่งปันให้แก่กันและกัน ตัวอย่างเช่นหลายคริสจักรที่ใช้ระบบ Cell Church ต่างๆ ได้รวมตัวกันคิดและปรับกลยุทธ์ของการสร้างกลุ่มเซลล์ มาเป็นบริบทในวิถีไทยที่ใช้ได้ผลและเหมาะสมกับปัจจุบัน และนำความรู้ที่มีมาถ่ายทอดให้กับคริสตจักรต่างได้รียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งที่เรารู้จักเครือข่ายนี้ในนามของ Cell Church Network ที่ลงมาช่วยอย่างเต็มตัวสำหรับการเตรียมและพัฒนาผู้นำ ให้พร้อมรับการเก็บเกี่ยวที่จะมาถึง รวมถึงยังนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการอบรมผู้นำผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ระยะทางจึงไม่ใช้ข้อจำกัดอีกต่อไป
ฝ่าย สร้างเครือข่ายอธิษฐานหรือเครือข่ายอธิษฐานอวยพรประเทศไทย เป็นส่วนหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนฝ่ายวิญญาณ โดยการเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ ของศิษยาภิบาล มิชชันนารี และผู้นำองค์กรคริสเตียน ซึ่งมีภาระใจในการอธิษฐานร่วมกัน เพื่อความเป็นหนึ่ง

– จัดทำหนังสืออดอาหารอธิษฐาน 40 วัน ช่วงเดือนตุลาคมและให้บริการดาวน์โหลดฟรี
– จัดรวมพลังอธิษฐานแห่งชาติ ช่วงเดือนพฤศจิกายน(กทมปริฆณฑล และ 5 ภูมิภาค 30 จังหวัด)
– จัดประชุมแกนนำเครือข่ายอธิษฐานทุกเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระชับ ความสัมพันธ์ของเครือข่าย และร่วมกันวางแผนสำหรับอนาคตข้างหน้า
– จัดสัมมนาเรื่องการอธิษฐาน จัดงานฟื้นฟูระดับประเทศ
– จัดประชุมเครือข่ายอธิษฐานของศิษยาภิบาล ผู้นำ และมิชชันนารี ตามจังหวัด และเขตต่างๆ ในกทม.และปริมณฑล กับ 5 ภูมิภาคทั่วไทย
– หนุนใจให้เกิดความสัมพันธ์ของศิษยาภิบาล ผู้นำ และมิชชันนารี แบบไม่เป็นทางการ

เป็น พันธกิจที่ทำเพื่อสังคมเพื่อตอบสนองต่อนิมิต โดยการปลุกจิตสำนึก, การสนับสนุนทรัพยากรและเสริมกำลังให้แก่คริสตจักรท้องถิ่นในการตอบสนองต่อ ความต้องการของเพื่อนมนุษย์และสังคม แสดงความรักและความยุติธรรม
เป้าหมายของพันธกิจ
มัทธิว 5: 13-14 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลกท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” คริสตจักร ควรเป็นเกลือและแสงสว่างให้กับสังคม เป็นองค์กรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่พระ เยซูได้สถาปนาไว้  เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกมากที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลกมีอำนาจมากที่สุดในโลก  พันธกิจเพื่อสังคมและพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณเป็นเหมือนเหรียญสอง ด้าน ปีกสองข้างของนกที่ใช้ในการบิน กรรไกรสองข้างที่ใช้พร้อม ๆ กับจึงจะทำให้พันธกิจนั้นเกิดผล
- วิทยุ ชุมชน ท้องถิ่น ระดับประเทศ วิทยุผ่านเว๊บ
– อินเตอร์เน็ท ออนไลน์ WEBSITE Social Media : facebook twitter Google +
– สิ่งพิมพ์ ออกแบบ ดีไซน์ การพิมพ์ อาร์ทเวิค นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์
– เพลง ค่ายเพลงคริสเตียน ทั้งหมดในประเทศ ทุกแนว
– DVD VCD โปรแกรม แอพพลิเคชั่น ทรัพยากร ที่เป็นเครื่องมือมอบให้คริสตจักรนำไปใช้

ศูนย์รวม สื่อทุกประเภท เช่น วีดีโอ คลิป เพลง เสียง เอกสาร บทเรียน
ยุทธวิธี คำสอน คำเทศนา ภาพยนตร์ บทละคร สปอทวิทยุ โดยเอาคอนเท้นท์ เนื้อหา อุปกรณ์ สื่อต่างๆ
จากคริสเตียนทั่วประเทศไทยมารวมไว้เพื่อให้คริสตจักรท้องถิ่นได้นำไปใช้ เหมือน โครงการยังมีหวังที่มอบ DVD
หรือ Broadcast สื่อให้โดยให้มาโหลด ที่เว๊บหรือ ถ้าไม่สะดวก ก็ทำ DVD ส่งไปให้โดยมาเลือกจากตัวอย่างในเว๊บ

เรามีแบ่งเป็น 2 ช่วงวัยคือ

4/14 window movement  คือการทำพันธกิจกับวัยเด็ก จนถึงวัยที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น  ช่วงอายุ 4-14 ปี

iServe  คือ การทำพันธกิจกับเยาวชน อนุชน ที่เป็นวัยรุ่น ในระดับมัธยม จนถึงอุดมศึกษาและวัยทำงาน ช่วงอายุ 15-35 ปี  โดยสร้างเครือข่าย หนุนใจท้าทายคนรุ่นใหม่ให้มีหัวใจ “อาสารับใช้”